หลักการห้ามเชื่อ 10 เรื่องที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้
...เรื่องเล่าชีวิตวันนี้...
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการฟังตามๆ กันมา (บอกต่อ/เขาเล่าว่า)
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการถือสืบๆ กันมา (ประเพณี/ความเชื่อดั้งเดิม)
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการอ้างตำราหรือคัมภีร์
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดคาดคะเนเอาเอง)
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการอนุมาน (คาดเดาจากเหตุผลที่ตั้งไว้)
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการคิดตรองตามแนวเหตุผล
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ (ครูบาอาจารย์/ผู้รู้)
- อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นที่เคารพนับถือของเรา
ชีวิตในวัยเริ่มต้นแม้จะจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือจะสูงขึ้นอีกหน่อยหรือชั้นปริญญาโท หรือแม่จะถึงขั้นสูงสุดคือปริญญาเอก ถ้าประสบการณ์ชีวิตยังไม่มาก แนวทางการดำเนินชีวิตจะอาศัยความคิดความเชื่อ ลืมเรื่องราวของจิตที่เป็นบ่อเกิดของปัญญาไป ถ้าลองตรวจสอบการตัดสินใจต่อทุกเรื่องที่ผ่านมาในชีวิต และลองย้อนทบทวนดูว่าผลของการตัดสินใจออกมาเป็นบวกหรือลบเช่นไร จะพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น การเชื่อตัวเองไม่เชื่อผู้อื่นเป็นอะไรที่สุดยอดมาก แต่นั่นหมายถึงการเชื่อตัวเองนั้นจะต้องเป็นฝ่ายของปัญญา ไม่ใช่เป็นฝ่ายของความยึดมั่นถือมั่นหรือความอวดดี ฝ่ายปัญญาณ ขณะที่ตัดสินใจจะไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงปรากฏอยู่ในจิต ซึ่งณ เวลานั้นถ้าสังเกตดีดีความคิดจะไม่มี ที่บอกว่าความคิดไม่มีถ้าสังเกตดีดีจะโยงไปถึงการเกิดตัวตนหรือตัวกูขึ้นในทางความคิด ว่าคิดไปเพื่อตัวฉันที่ต้องอยากได้ ที่ต้องสูญเสีย ความคิดจึงเข้าไปติดกับดักของหลักการห้ามเชื่อ 10 เรื่องที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้
อย่างการเชื่อทนาย การเชื่อหมอ แล้วคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นมืออาชีพ ถ้าผ่านประสบการณ์มามากพอจะรู้ว่า มีทนายเก่ง มีทนายไม่เก่ง มีหมอเก่ง มีหมอไม่เก่ง อย่างหมอที่ไม่รู้ว่าอาการพื้นฐานของโรคหัวใจ ที่คนไข้มีอาการแน่นหน้าอกปวดร้าวไปถึงแขนถึงกรามหน้า แม้คนไข้จะไม่อ้วน แต่ถ้าได้รับข้อมูลว่าคนไข้มีประวัติไขมันในเลือดสูง ก็ต้องเอะใจว่าโอกาสที่จะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบมีความเป็นไปได้สูง เพราะอาการที่คนไข้แสดงออกนี้เป็นอาการเฉพาะของคนที่เป็นโรคหัวใจ เคสนี้เป็นอุทานที่เป็นข่าวดังเมื่อวานที่ผ่านมา ภรรยาคนไข้บอกหมอว่าสามีน่าจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ แต่หมอไม่เชื่อ และก็ไม่ตรวจทางหัวใจให้ด้วย นี่คือตัวอย่างการต้องเชื่อหมอแล้วคนไข้ต้องเสียชีวิต นี่ก็สามารถยกเป็นตัวอย่างของการเชื่อครูเชื่อคนที่เชื่อว่าเขาเป็นผู้ชำนาญการ การเชื่อแบบนี้เป็นอันตราย แม้ถ้าเชื่อว่าเขาเป็นผู้ชำนาญการ หน้าที่ก่อนที่จะเชื่อก็คือการค้นคว้าเพื่อจะหารือกับผู้ชำนาญการได้ ว่าก่อนที่จะเชื่อจริงๆนั้น เรามีข้อมูลมากพอที่จะเชื่อได้หรือไม่? ถ้าเราไม่เชื่อแบบ 100%  เราจะขอคุยกับหัวหน้าหมอ ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง เราจะย้ายโรงพยาบาลไปหาหมอคนใหม่ ทำทุกวิถีทางเพื่ออย่างน้อยความเชื่อของเราจะได้ถูกปฏิบัติจนเราวางใจ หวัดดีครับ
การเชื่อของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการยืมจมูกคนอื่นหายใจซะเป็นส่วนใหญ่ เชื่อเพราะตัวเองขี้เกียจ เชื่อเพราะเรื่องนั้นตัวเองไม่ชำนาญ เชื่อเพราะเรื่องนั้นตัวเองไม่มีความรู้ เชื่อเพราะมีคนที่น่าเชื่อถือยืนยันทำให้เชื่อ ซึ่งทุกสาเหตุของความเชื่อมาจากการไม่มีปัญญาทั้งสิ้น ถ้ามีปัญญาจะมีเงื่อนไขของความเชื่อ ว่าก่อนจะเชื่อจะต้องค้นข้อมูล ซึ่งการค้นข้อมูลคือการทำหน้าที่เพื่อจะนำไปสู่การเชื่อปัญญาของตัวเอง ว่าปัญญาบอกแบบนี้ ต้องลงรายละเอียดกับผู้รู้ให้ได้ว่าสิ่งที่ผู้รู้บอกนั้นมันใช่ เพื่อจะได้ไม่ถูกผู้รู้หลอก หรือผู้รู้ไม่หลอกแต่ผู้รู้ประมาท ผู้รู้ไม่รู้จริง
เมื่อคนเชื่อเรื่อง 10 เรื่องที่ห้ามเชื่อ คนจะเปลี่ยนไป คนจะเงียบลง เพราะรู้ว่าตัวเองยังขาดความรู้ความสามารถ ชีวิตในทุกวันจะเป็นการค้นคว้า ทำให้เกิดการเรียนรู้ทำให้รู้เพิ่มขึ้น และกลายเป็นคนที่สามารถเรียนรู้ศาสตร์ อย่างศาสตร์ของทนาย ศาสตร์ของนักการตลาด ศาสตร์ของนักการเงิน ศาสตร์ทางการแพทย์ และศาสตร์อื่นๆอีกมากมาย โดยที่ผู้นั้นไม่ได้จบการศึกษาสาขานั้นมา แต่ผู้นั้นก็หารือกับเรื่องที่เฉพาะเจาะจงได้เป็นอย่างดี
คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะไม่เชื่อ แต่ฉันเองก็อยากจะยกตัวอย่าง เอาตัวอย่างที่ใกล้ฉันที่สุด ก็คือตัวฉันเอง ฉันสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยต่างๆโดยโฟกัสสอนวิชาการเงินเป็นหลัก ฉันไม่ได้จบทางการเงินมา ฉันจบทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้เรียนการเงินมาเลย มหาวิทยาลัยต่างๆรู้จักฉันจากการแต่งตำราทางการเงินจำนวนมาก แล้วในอีกด้านนึง ฉันสอนวิชากฎหมาย ในขณะที่ฉันไม่เคยเรียนกฎหมายมา ฉันเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ แต่แค่เพียงเพราะฉันเปิดบริษัทกฎหมายรับว่าคดีความ ทำเรื่องที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ฉันจึงได้สร้างเรื่องราวของโอกาสที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเชื่อ ที่ฉันยกตัวอย่างเรื่องของฉันนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะอวดหรืออะไร ฉันต้องการสื่อสารเรื่องราวนี้เพื่อบอกทุกคนว่า “ทุกคนทำได้มากกว่าที่ตัวเองคิด ถ้าตั้งใจที่จะทำจริงๆ”
ทำไม่สำเร็จขอฆ่าตัวตาย
19/7/69...
.........