capital gain จากตลาดหุ้น
...เรื่องเล่าชีวิตวันนี้...
ฉันเป็นเรือลำน้อย ที่ผุพังตามกาลเวลา แต่ด้วยความรักในอาชีพ พายเรือพาคนข้ามฟาก จากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น ยามสายน้ำนิ่งสงบ เรือก็แล่นฉิวเข้าฝั่งได้ง่าย ฉันแอบคิดในใจว่า โชคเข้าข้าง
เปาโล โคเอโย เขียนเอาไว้ใน The Alchemist ที่แปลเป็นไทยว่า ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน เปาโลบอกเอาไว้ชัดเจนว่า ทุกชีวิตต้องเจอโชคของมือใหม่กันทุกคน การเล่นเกมความเสี่ยงครั้งแรก จะชนะเสมอ ไม่มีแพ้ วันที่โชคของมือใหม่แสดงอิทธิพล โต๊ะบอลพังยับ ทีมรองยิงประตูกระจาย ฉันพาลูกศิษย์เข้าตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย ใช้งบของผู้สอบบัญชีใน list ก.ล.ต. แค่ปีเดียว ไม่เกิน 2-3 ปี ก็พายเรือเข้าตลาดหุ้นได้
แต่หลังจากโชคมือใหม่ผ่านไป ฉันยังคงไม่ทิ้งอาชีพพายเรือขึ้นฝั่ง สองปีที่ผ่านมา มีเจ้าของบริษัท 4 บริษัท ลงเรือผุพังของฉัน อยากให้ฉันพายขึ้นฝั่ง เข้าตลาดหุ้น แต่จังหวะไม่ดี น้ำเชี่ยวเพราะพิษเศรษฐกิจ เพราะพิษรุ่นพี่ที่ฉ้อโกง ทำให้ก.ล.ต. โกรธ ตรวจสอบเข้ม จึงวางกฎเหล็กใหม่ ให้บริษัทที่จะ IPO เข้าตลาดหุ้น ต้องผ่านการสอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีใน list ก.ล.ต. ไม่น้อยกว่า 3 ปี นั่นหมายถึง บริษัทใดอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องใช้เวลา 4 ปี เป็นขั้นต่ำ
ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ FA จากเดิมที่สามารถตีคู่ให้คำปรึกษาตั้งแต่ตอนอยากเข้าตลาด มาวันนี้ต้องถอยร่นไป เปิดทางให้เจ้าของบริษัทลุยกับ ผู้สอบบัญชี (EA) และผู้ตรวจสอบภายใน (IA)ให้ลงตัวกัน มีความพร้อมถึงขั้นว่า เป็นไปได้ จึงค่อยว่าจ้าง FA เข้ามาช่วยปิดจบในปีที่ 3 ของการสอบบัญชี
ค่าว่าจ้าง FA วันนี้ก็ราคาขึ้นไปที่ประมาณ 6 ล้านบาท ค่าสอบบัญชี ค่าตรวจ IA ค่านู้นนี่นั่นตลอด 3-4 ปี ปาเข้าไปที่ 20 ล้านบาทมี
ฝันของคนอยากพาบริษัทเข้าตลาด ไม่ง่าย ถ้าไม่มีเงิน เกิดคำถามว่า แล้วจะเอาเงินจากไหนมา 20 ล้าน คำตอบคือ ต้องเอามาจากกำไรของกิจการ แบ่งกำไรมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอด 3 ปี เกิดงบสอบบัญชีโดย list ก.ล.ต. 3 ปี จึงจะมีสิทธิเข้าตลาดได้
แต่มีงบ 3 ปี ถ้าหากงบไม่ดี ก็เข้าตลาดไม่ได้ และแม้ว่างบดี แต่การตรวจระบบการควบคุมภายใน (IA) ไม่ผ่าน ก็เข้าตลาดไม่ได้
EA และ IA จึงเป็นด่านแรก ก่อนการตัดสินใจควาญหา FA โลกแห่งการเดินทางสู่การสร้าง capital gain จึงไม่ง่าย ต้องการคนบ้าจริงเท่านั้น บ้าเพื่อเอาชนะ บ้าเพื่อจะ exit ให้ระบบทำงานแทนคน และถอนทุนคืนจาก capital gain วันที่หุ้นเข้าตลาด

18/12/67...
.........