ความคิดเล่นงานคนทุกคน
...เรื่องเล่าชีวิตวันนี้...
ความคิดเล่นงานคนทุกคน และกว่าจะรู้ว่าความคิดนั้นเป็นตัวแสบ ชีวิตก็โดนความเจ็บปวดมาแบบสุดที่จะทานทน ความคิดพาน้ำตา พาความเสียใจ พาความน้อยใจ พาความไม่ได้รับความเป็นธรรม และพาอะไรอีกหลายอย่างที่ใจไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นมาเยือนชีวิต
ความคิดได้สร้างตัวตน ได้สร้างความเป็นฉัน ได้สร้างเงื่อนไข ได้สร้างให้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตนั้นเป็นของหนัก มีเรื่องราวมากมายต้องแบกรับ เล่นเอาทุกข์ใจน้อยใจ ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ความคิดเข้ากันได้ดีกับความโลภ ความโกรธ และความหลง ยามที่ใจเกิดอาการสามอาการนี้ ความคิดจะเข้มแข็งและมีพลังมากขึ้น มันมีอานุภาพทำลายล้างชีวิต ก่อพายุหมุนทางความคิดให้ชีวิตได้ตกต่ำ ปิดบังวาสนา ให้เห็นผิดเป็นถูก ยากที่จะเยียวยาแก้ไข แล้วไปจบที่ปลายทางคือความหายนะ
ความคิดคอยอุ่นอัตตา สร้างตัวตน สร้างรูปแบบการจัดการตามความเชื่อที่ตัวเองได้สร้างขึ้น ซึ่งความเชื่อนั้นอาจเป็นความเชื่อที่ผิด ถ้าเพลินเผลอเชื่อความเชื่อที่ผิดไปอย่างยาวนาน ชีวิตผ่านไปกี่ปีกี่ปีก็ไม่มีความคืบหน้า เหมือนรถเร่งเครื่องแต่ติดหล่มไม่ได้ระยะทาง ชีวิตที่ไม่ได้ระยะทางคือชีวิตที่สูญเปล่า มารู้ความจริงอีกทีก็เวลาเหลือน้อยแล้ว เรียกว่ารู้ตัวเมื่อสาย
กว่าจะรู้ว่าความคิดนั้นอันตราย ความคิดก็เล่นงานชีวิตจนยับเยิน เกิดตัวกูที่กัดเจ้าของตลอดเวลา หาความสงบเย็นไม่ได้ ชีวิตย่ำอยู่กับที่อย่างนั้นเพราะความคิดกลายเป็นเป็นเชือกที่สนตะพายให้คนได้เดินพันหลัก ไปไหนไม่ได้ไกล ไม่ประสบความสำเร็จก็มีข้ออ้าง ในหัวเต็มไปด้วยการโทษผู้อื่นที่ไม่ใช่โทษตัวเอง แล้วชีวิตจะดีได้อย่างไรเพราะความคิดบอกว่าตัวเองดีอยู่แล้ว
การจัดการกับความคิดที่อันตรายนี้ ไม่มีวิธีการ หากจะมีวิธีการก็มีอยู่วิธีเดียว คือการรู้ความคิด เวลาคิดอะไรก็รู้ โลภก็รู้ โกรธก็รู้ หลงก็รู้ คิดกลัวก็รู้ เข้าข้างตัวเองก็รู้ อวดตนก็รู้ หมั่นไส้คนก็รู้ ไม่พอใจคนก็รู้ อิจฉาคนก็รู้ รู้ทุกเรื่องที่ความคิดผุดขึ้นมาในหัว พอรู้ทันความคิดก็แปลกที่ความคิดนั้นก็ดับไปเอง เกิดเป็นความรู้ว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะให้ชีวิตเป็นไปตามความคิด เพราะสุดท้ายแล้วผลที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลว คือความไม่ก้าวหน้าของชีวิต คือการย่ำอยู่กับที่ คือการพาคนรอบข้างให้เดือดร้อนลำบากไปด้วย ไม่เอาดีกว่า เบื่อแล้วกับความคิดที่สร้างความเดือดร้อน
จึงเกิดการตามรู้ความคิด เพราะคิดชั่วก็รู้ คิดดีก็รู้ คิดเอาเปรียบคนก็รู้ คิดเข้าข้างตัวเองก็รู้ คิดอวดคนก็รู้ คิดอะไรรู้ไปเสียหมด จนสุดท้ายความคิดไม่เหลือให้เศษซากของมันเล่นงานชีวิต เกิดช่องว่างของเวลาที่การพัฒนาปัญญาได้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเงียบเงียบ กลายเป็นผู้รู้ที่จู่ๆ เมื่อรู้ความคิดมาอย่างยาวนาน ความรู้แปลกแปลกที่เป็นสัจจะ ที่สร้างความสงบ สร้างความเย็น สร้างคุณประโยชน์ให้กับชีวิตก็ทยอยผุดขึ้น เหมือนตาน้ำที่สร้างน้ำตก คนจึงรู้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ภายในกาย ที่แจ๋วมากกว่าความคิด ให้คุณกับชีวิตมากมายเหลือเกิน บางอย่างนี้เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ว่ามีอยู่จริงนี้ จะเปลี่ยนให้คนกลายเป็นคนสันโดษ โคตรมีความสุขกับการได้อยู่เงียบเงียบคนเดียว เป็นต้นไม้ใหญ่เติบโตอย่างอลังการ โดดเดี่ยวแต่อบอุ่น สามารถช่วยผู้คนที่เดินผ่านทางมาให้หลบร้อน ให้คลายหายเหนื่อย มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือผู้คนแค่เพราะได้ทำหน้าที่ของต้นไม้ที่สมบูรณ์ เหมือนคนที่ได้แค่ทำหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็มีแต่ความพอใจและมีความสุข สังคมแห่งการพึ่งพิงจึงหายไปจากชีวิต เหลือแต่ชีวิตที่มีแต่การให้ ความโลภโกรธหลงเจือจางลงไป อิสระและเสรีภาพในชีวิตก็เบ่งบาน ผู้คนไม่ว่าหน้าไหน ใหญ่โตขนาดไหนไม่สำคัญอีกต่อไป สำคัญแค่ว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น ล้วนน่าสงสารด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อคนเท่ากันไปหมด ชนชั้นก็หายไป เหลือแต่ความเมตตา ที่เข้าใจได้ว่าสัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม
16/6/69...
.........