ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองจนมีข้อมูลที่มากพอแล้วจึงค่อยเชื่อ
ความรู้ช่วยชีวิตคนได้
มีคำถามจากทางบ้านถามมาว่า ได้ทำการรักษามะเร็งเต้านมจนจบคอร์สเรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างการรักษารับประทานเบต้ากูแคนมาโดยตลอด ผลที่เกิดขึ้นคือเม็ดเลือดขาวมีปริมาณมากพอที่จะทำการรักษาทางเคมีบำบัดได้อย่างต่อเนื่อง คำถามมีอยู่ว่า เมื่อจบการรักษาแล้วเบต้ากลูแคนควรรับประทานอย่างไร เพื่อป้องกันมันกลับมา
ผมก็เลยสอบถามกลับไปว่าน้ำหนักตัวในปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ ได้คำตอบกลับมาว่า 53.5 กิโลกรัม ผมเลยตอบไปตามนี้ ปริมาณการกินเบต้ากลูแคนตามงานวิจัยที่จะทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีที่สุดอยู่ที่ 32 ถึง 48 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม สมมติให้รับประทานเบต้ากลูแคนที่ 35 มิลลิกรัม นำน้ำหนักตัวที่ 53.5 กิโลกรัมไปคูณ จะได้ปริมาณมิลลิกรัมจำนวน 1,873 มิลลิกรัม ซึ่งเบต้าแคนที่ลูกค้ารับประทานอยู่มีปริมาณเบต้ากลูแคน 458 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ให้เอา 1873 มิลลิกรัมตั้งแล้วหารด้วย 458 มิลลิกรัม ได้สี่แคปซูลโดยประมาณต่อวัน สามารถกินเช้าสองแคปซูล และเย็นสองแคปซูลได้
เบต้ากลูแคนที่อเมริกามีกฎหมายประกาศให้เป็นอาหาร ดังนั้นจึงไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ สามารถกินในปริมาณมากได้ งานวิจัยมีพูดถึงว่าถ้ากินเกิน 48 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม ปริมาณที่กินเกินนั้นไม่ได้มีผลต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้น เข้าทำนองว่ากินมากก็เปลือง ทางบ้านเลยถามกลับมาว่า ปัจจุบันทานแค่เช้าหนึ่งแคปซูลเย็นหนึ่งแคปซูลจะได้หรือไม่ ผมเลยส่งงานวิจัยที่อเมริกาไปให้คนถามอ่าน ได้ชี้ให้คนถามเห็นว่า ในงานวิจัยบอกว่าถ้า รับประทานเบต้ากลูแคนที่ 16 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม จะพาร่างกายเข้าสู่สมดุล Th1 หรือทางการแพทย์เรียกว่าเป็นสมดุลปกป้องร่างกาย สมดุลนี้เม็ดเลือดขาวจะทำงานอย่างขยันขันแข็งมีระเบียบวินัยและทำงานได้อย่างเต็มที่ ถ้าคนถามมีน้ำหนัก 53.5 กิโลกรัม ให้เอา 16 มิลลิกรัมไปคูณ จะได้ผลลัพธ์ 856 มิลลิกรัม หนึ่งแคปซูลที่คนถามรับประทานมีเบต้ากลูแคนอยู่ที่ 458 มิลลิกรัม ให้เอา 458 มิลลิกรัมหาร 856 ได้จำนวนแคปซูลที่รับประทานต่อวัน 1.87 แคปซูล ซึ่งก็ยังไม่ถึงสองแคปซูล สามารถรับประทานเช้าหนึ่งเย็นหนึ่งได้
คนถามกล่าวขอบคุณมา ซึ่งผมเองก็ตอบไปว่าถ้ามีข้อสงสัยหรือมีคำถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและทางการแพทย์สามารถสอบถามมาที่ผมได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบ หากผมไม่รู้อะไรผมจะค้นคว้าลงลึก และยิ่งปัจจุบันมี AI มันเก่งเรื่องยาเรื่องการแพทย์มาก สามารถพึ่ง ai ให้ช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนเพื่อให้ได้มีความรู้เอาไปหารือกับหมอ หมอจะได้ไม่พลาดในการรักษาเรา หรือถ้าหากมันไม่ต้องไปถึงมือหมอ การเข้าสู่โหมดป้องกันตัวเองที่ดีกว่าการรักษาก็สามารถทำได้ที่เรา ที่ปัญญาของเรานั่นเอง
ทิ้งท้ายของโพสต์นี้ต้องการโฟกัสให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เรื่องหนึ่งที่เราจะต้องปฏิบัติให้ได้เพื่อให้เกิดการมีปัญญา เรื่องนั้นคือการปฏิบัติตามหลักกาลามสูตร ห้ามเชื่อเรื่อง 10 เรื่อง ซึ่งหนึ่งใน 10 เรื่องนั้นคือห้ามเชื่อคนที่อ้างตนว่าเป็นครูหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจโดนครูหรือผู้เชี่ยวชาญหลอก เมื่อไม่เชื่อจะเกิดการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองจนมีข้อมูลที่มากพอแล้วจึงค่อยเชื่อ
💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้